Facebook

ไอเดียเจ๋ง! “หน้ากากราเมน” สู้โควิด-19 สไตล์ญี่ปุ่น ศิลปินชาวญี่ปุ่นผุดแมสก์ 3 มิติ รูปราเมน ที่เห็นแล้วอาจเกิดอาการหิว เพราะว่าเหมือนจริงสุดๆ ทากาฮิโระ ชิบาตะ ศิลปินชาวญี่ปุ่นวัย 28 ปี สร้างสรรค์หน้ากากอนามัย 3 มิติได้ไอเดียจากเมนูเส้นยอดฮิตของญี่ปุ่น นั่นก็คือราเมน เห็นแล้วอาจจะชวนให้คนที่ชมอยู่เกิดอาการหิวขึ้นมาได้ หน้ากากอนามัยสุดแปลกนี้ เป็นหน้ากากอนามัยสามมิติรูปชามราเมนแบ่งครึ่งชาม มีทั้งหมูชาชู หน่อไม้ ต้นหอมซอย ลูกชิ้นปลาเนื้อขาว เส้นราเมนจัดวางในชามสุดน่ารับประทาน เมื่อคนใส่แว่นสวมใส่หน้ากากราเมนนี้ไปสักพักหนึ่ง จะมีฝ้าขึ้นตรงเลนส์แว่น ให้ความรู้สึกคล้ายกับกำลังคีบเส้นราเมนร้อนๆ รับประทาน โดยตอนแรกเจ้าตัวตั้งใจจะผลิตหน้ากากอนามัยสำหรับคนใส่แว่นตา เพราะเมื่อคนใส่แว่นตาสวมหน้ากากอนามัย ปัญหาที่พบคือจะมีไอน้ำ หรือ ฝ้าขึ้นที่เลนส์แว่น กลายเป็นอุปสรรคการใช้ชีวิต แต่ลองผิดลองถูกอยู่นาน เจ้าตัวพบว่า มันยากมากที่จะทำหน้ากากอนามัยแก้ปัญหาฝ้าขึ้นแว่นตา เขาจึงตัดสินใจสร้างสรรค์หน้ากากแบบไม่เหมือนใครแทน ซึ่งคุณชิบาตะ ตัดสินใจนำดินเหนียวมาเป็นปั้นเป็นส่วนผสมของหน้ากากราเมนชามนี้ เพื่อให้เป็นหน้ากากที่ใส่แล้วคลายเครียดให้กับคนยุคโควิด-19 ตอนนี้หน้ากากราเมนเป็นเพียงงานศิลปะเท่านั้น ทางศิลปินผู้คิดค้นยังไม่ได้ตั้งราคาขายแต่อย่างใด อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/2RZIBZF Photo Credit by : TNN Thailand Article Credit by : TNN Thailand ไอเดียเจ๋ง! หน้ากากราเมนสู้โควิด-19 สไตล์ญี่ปุ่นbit.lyศิลปินชาวญี่ปุ่นผุดแมสก์ 3 มิติ รูปราเมน ที่เห็นแล้วอาจเกิดอาการหิว เพราะว่าเหมือนจริงสุดๆ

ไอเดียเจ๋ง! “หน้ากากราเมน” สู้โควิด-19 สไตล์ญี่ปุ่น ศิลปินชาวญี่ปุ่นผุดแมสก์ 3 มิติ รูปราเมน ที่เห็นแล้วอาจเกิดอาการหิว เพราะว่าเหมือนจริงสุดๆ ทากาฮิโระ ชิบาตะ ศิลปินชาวญี่ปุ่นวัย 28 ปี สร้างสรรค์หน้ากากอนามัย 3 มิติได้ไอเดียจากเมนูเส้นยอดฮิตของญี่ปุ่น นั่นก็คือราเมน เห็นแล้วอาจจะชวนให้คนที่ชมอยู่เกิดอาการหิวขึ้นมาได้ หน้ากากอนามัยสุดแปลกนี้ เป็นหน้ากากอนามัยสามมิติรูปชามราเมนแบ่งครึ่งชาม มีทั้งหมูชาชู หน่อไม้ ต้นหอมซอย ลูกชิ้นปลาเนื้อขาว เส้นราเมนจัดวางในชามสุดน่ารับประทาน เมื่อคนใส่แว่นสวมใส่หน้ากากราเมนนี้ไปสักพักหนึ่ง จะมีฝ้าขึ้นตรงเลนส์แว่น ให้ความรู้สึกคล้ายกับกำลังคีบเส้นราเมนร้อนๆ รับประทาน โดยตอนแรกเจ้าตัวตั้งใจจะผลิตหน้ากากอนามัยสำหรับคนใส่แว่นตา เพราะเมื่อคนใส่แว่นตาสวมหน้ากากอนามัย ปัญหาที่พบคือจะมีไอน้ำ หรือ ฝ้าขึ้นที่เลนส์แว่น กลายเป็นอุปสรรคการใช้ชีวิต แต่ลองผิดลองถูกอยู่นาน เจ้าตัวพบว่า มันยากมากที่จะทำหน้ากากอนามัยแก้ปัญหาฝ้าขึ้นแว่นตา เขาจึงตัดสินใจสร้างสรรค์หน้ากากแบบไม่เหมือนใครแทน ซึ่งคุณชิบาตะ ตัดสินใจนำดินเหนียวมาเป็นปั้นเป็นส่วนผสมของหน้ากากราเมนชามนี้ เพื่อให้เป็นหน้ากากที่ใส่แล้วคลายเครียดให้กับคนยุคโควิด-19 ตอนนี้หน้ากากราเมนเป็นเพียงงานศิลปะเท่านั้น ทางศิลปินผู้คิดค้นยังไม่ได้ตั้งราคาขายแต่อย่างใด อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/2RZIBZF Photo Credit by : TNN […]

ญี่ปุ่นเน้นร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาสู้โควิด-19 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ว่าที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) เผยแพร่คลิปบันทึกการแถลงของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซึงะ ผู้นำญี่ปุ่น มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถือเป็น “วิกฤติด้านความปลอดภัย” ที่คุกคามการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ประชาคมโลกสามารถพลิกวิกฤติครั้งนี้ ให้กลายเป็นโอกาสของการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันได้ ทั้งนี้ ในส่วนของญี่ปุ่นนั้น ซึงะกล่าวว่ารัฐบาลมอบความสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้กับโครงการพัฒนาแนวทางการรักษาโรคดังกล่าว ตลอดจนการคิดค้นวัคซีนป้องกัน และแนวทางอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้การตอบสนองต่อโรคนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ทุกคนบนโลกสามารถเข้าถึงกระบวนการทั้งหมดได้อย่างเท่าเทียม ผู้นำญี่ปุ่นกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม โลกต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับโรคระบาดชนิดใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอีกหลังจากนี้ โดยรัฐบาลโตเกียวขยายความร่วมมือในเรื่องนี้กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยกตัวอย่างโครงการร่วมมือกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) เพื่อจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมด้านสาธารณสุขและโรคติดต่ออุบัติใหม่ระดับภูมิภาค ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนสนับสนุนสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศมูลค่า 400,000 ล้านเยน ( ราว119,709.68 ล้านบาท ) ขณะเดียวกัน ซึงะยืนยัน “ความพร้อมระดับสูงสุด” ของทุกภาคส่วนในญี่ปุ่น สำหรับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อน “โตเกียวเกมส์” ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามกำหนดการในปีนี้ เพราะวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 โดยผู้นำญี่ปุ่นยืนยันการให้ความสำคัญสูงสุด กับความปลอดภัยด้านสาธารณสุขให้กับนักกีฬา และทีมงานของทุกประเทศ นอกจากนี้ ผู้นำญี่ปุ่นยังกล่าวถึงประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะการยินดีพบหารือ “โดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า” กับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เพื่อเจรจาเรื่องชาวญี่ปุ่นซึ่งถูกลักพาตัวไปในเกาหลีเหนือ โดยเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเป้าหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะด้วย อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/30camCR Photo Credit by : Dailynews Article Credit by : Dailynews ญี่ปุ่นเน้นร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาสู้โควิด-19bit.lyนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อการร่วมมือกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อาทิ อาเซียน เพื่อจัดการกับวิกฤติ…

ญี่ปุ่นเน้นร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาสู้โควิด-19 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ว่าที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) เผยแพร่คลิปบันทึกการแถลงของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซึงะ ผู้นำญี่ปุ่น มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถือเป็น “วิกฤติด้านความปลอดภัย” ที่คุกคามการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ประชาคมโลกสามารถพลิกวิกฤติครั้งนี้ ให้กลายเป็นโอกาสของการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันได้ ทั้งนี้ ในส่วนของญี่ปุ่นนั้น ซึงะกล่าวว่ารัฐบาลมอบความสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้กับโครงการพัฒนาแนวทางการรักษาโรคดังกล่าว ตลอดจนการคิดค้นวัคซีนป้องกัน และแนวทางอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้การตอบสนองต่อโรคนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ทุกคนบนโลกสามารถเข้าถึงกระบวนการทั้งหมดได้อย่างเท่าเทียม ผู้นำญี่ปุ่นกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม โลกต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับโรคระบาดชนิดใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอีกหลังจากนี้ โดยรัฐบาลโตเกียวขยายความร่วมมือในเรื่องนี้กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยกตัวอย่างโครงการร่วมมือกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) เพื่อจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมด้านสาธารณสุขและโรคติดต่ออุบัติใหม่ระดับภูมิภาค ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนสนับสนุนสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศมูลค่า 400,000 ล้านเยน ( ราว119,709.68 ล้านบาท ) ขณะเดียวกัน ซึงะยืนยัน “ความพร้อมระดับสูงสุด” ของทุกภาคส่วนในญี่ปุ่น สำหรับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อน “โตเกียวเกมส์” ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามกำหนดการในปีนี้ เพราะวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 โดยผู้นำญี่ปุ่นยืนยันการให้ความสำคัญสูงสุด กับความปลอดภัยด้านสาธารณสุขให้กับนักกีฬา และทีมงานของทุกประเทศ นอกจากนี้ […]

บริษัทผลิตยาของจีน ประกาศกระจายวัคซีนโควิด-19 ไปทั่วโลกต้นปีหน้า “SinoVac” ผู้ผลิตยาของจีน ประกาศ พร้อมกระจายวัคซีนโควิด-19 ไปทั่วโลกในช่วงต้นปีหน้า วันนี้ (25ก.ย.63) ซิโนแวก( SinoVac) บริษัทผู้ผลิตยาจากประเทศจีน พร้อมที่นำวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด 19 ออกใช้งานจริงภายในช่วงต้นปีหน้า โดยพร้อมที่จะกระจายวัคซีนไปทั่วโลก รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา หากได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ หรือ FDA นายหยิน เว่ย ตง , CEO ของบริษัทซิโนแวก กล่าวว่า ในตอนนี้ วัคซีนอยู่ในช่วงการพัฒนาเฟส 3 หรือการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นมนุษย์ โดย มีกลุ่มอาสาสมัคร 24,000 คนในประเทศบราซิล เข้ารับการทดสอบและรอดูการสร้างภูมิ ตลอดจนผลข้างเคียง ก่อนที่จะเข้าสู่การทดลองในเฟสุดท้าย นายหยิน เชื่อมั่นในวัคซีนตัวนี้ เพราะได้ทดสอบวัคซีด้วยตนเอง นอกจากนี้ ทาง ชิโนแวก ยังผลิตวัคซีน สูตรที่เหมาะสมกับ เด็กและคนชรา ที่มีภูมิต้านทานของร่างกายน้อยกว่าคนทั่วไป ควบคู่ไปด้วย ช่วงแรกนั้น ทางบริษัท ซิโนแวก ตั้งเป้าหมายการพรัฒนาวัคซีนเพื่อแก้ปัญหาการแพร่าระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่เมืองอู่ฮั่น แต่ได้ปรับแผนการผลิต เพื่อรองรับการผลิตจำนวนหลายร้อยล้านโดส เมื่อ ไวรัสโควิด 19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก แต่จนถึงขณะนี้ หลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ,ประเทศในยุโรป , ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ขอทดสอบวัคซีนจากประเทศจีนอย่างละเอียด โดยยังไม่มีการทำสัญญาสั่งซื้อจนกว่าจะแน่ใจเรื่องความปลอดภัย ทั้งนี้ มีบริษัทยาในประเทศสจีน 4 แห่ง ที่มีความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด 19 ได้แก่ ซิโนแวก ,ชิโนฟาร์ม (SinoPharm) , และ แคนชิโน (CanSino) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ที่ผลิตวัคซีนออกมาอีก 2 ตัว โดย 1 ในวัคซีนของ แคนชิโน เป็นการผผลิตอย่างเร่งด่วนเพื่อใช้กับทหารในกองทัพ อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/2HmWqzh Photo Credit by : TNN Article Credit by : TNN บริษัทผลิตยาของจีนประกาศกระจายวัคซีนโควิด-19 ไปทั่วโลกต้นปีหน้าbit.lyบริษัท SinoVac ผู้ผลิตยาของจีน ประกาศ พร้อมกระจายวัคซีนโควิด-19 ไปทั่วโลกในช่วงต้นปีหน้า

บริษัทผลิตยาของจีน ประกาศกระจายวัคซีนโควิด-19 ไปทั่วโลกต้นปีหน้า “SinoVac” ผู้ผลิตยาของจีน ประกาศ พร้อมกระจายวัคซีนโควิด-19 ไปทั่วโลกในช่วงต้นปีหน้า วันนี้ (25ก.ย.63) ซิโนแวก( SinoVac) บริษัทผู้ผลิตยาจากประเทศจีน พร้อมที่นำวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด 19 ออกใช้งานจริงภายในช่วงต้นปีหน้า โดยพร้อมที่จะกระจายวัคซีนไปทั่วโลก รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา หากได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ หรือ FDA นายหยิน เว่ย ตง , CEO ของบริษัทซิโนแวก กล่าวว่า ในตอนนี้ วัคซีนอยู่ในช่วงการพัฒนาเฟส 3 หรือการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นมนุษย์ โดย มีกลุ่มอาสาสมัคร 24,000 คนในประเทศบราซิล เข้ารับการทดสอบและรอดูการสร้างภูมิ ตลอดจนผลข้างเคียง ก่อนที่จะเข้าสู่การทดลองในเฟสุดท้าย นายหยิน เชื่อมั่นในวัคซีนตัวนี้ เพราะได้ทดสอบวัคซีด้วยตนเอง นอกจากนี้ ทาง ชิโนแวก ยังผลิตวัคซีน สูตรที่เหมาะสมกับ เด็กและคนชรา ที่มีภูมิต้านทานของร่างกายน้อยกว่าคนทั่วไป ควบคู่ไปด้วย ช่วงแรกนั้น ทางบริษัท ซิโนแวก ตั้งเป้าหมายการพรัฒนาวัคซีนเพื่อแก้ปัญหาการแพร่าระบาดของไวรัสโควิด 19 […]

รอจนเหนื่อยใจ รถไฟฟ้าไทยไม่ใช้บัตรร่วมสักที!!! องค์การสหประชาชาติได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ประชากรในกรุงเทพฯ จะเพิ่มขึ้นกว่า 12 ล้านคน (ข้อมูลล่าสุด กรุงเทพฯ มีประชากรทั้งสิ้น 5.6 ล้านคน สำนักทะเบียนกลาง ) การคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติจึงเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ สำหรับหนึ่งในมหานครที่มีความคึกคักที่สุดในโลก ถึงแม้ว่าการเติบโตในระดับนี้และการดึงดูดคนเข้ามาในเมืองมีข้อดีหลายอย่าง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างปัญหาการจราจร โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สามารถรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ ระบบการเงินที่ทุกคนไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกภาคส่วน และสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง รวมไปถึงระบบขนส่งมวลชนหากไม่มีการการวางแผนและการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้ประชาชนเลือกที่ใช้บริการระบบขนส่งมวลชนน้อยลง ซึ่งส่งผลให้การจราจรในเมืองหนาแน่นขึ้น มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มสถานีและเส้นทางบริการขนส่ง BTS และ MRT ให้เพิ่มยิ่งขึ้นกว่าที่มีอยู่ การต่อแถวเพื่อซื้อตั๋วที่ห้องจำหน่ายตั๋วทำให้เกิดความล่าช้า และการขนส่งคนจำนวนมากไปตามเครือข่ายเส้นทางขนส่งเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง นับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งที่ กรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งใน ‘เมืองน่าอยู่อัจฉริยะ’ ที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองเหล่านี้จะมีการเชื่อมต่อ โดยการใช้บิ๊กดาต้าและเทคโนโลยีชั้นนำต่างๆ เพื่อช่วยให้การใช้ชีวิตพื้นฐานของผู้คนง่ายขึ้น และปูทางสำหรับการพัฒนาเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะอย่างยั่งยืนต่อไป ระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ ถือเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนก็ว่าได้ ความหมายของเมืองใหญ่มักเกี่ยวข้องกับระบบขนส่งมวลชน (เช่น ลอนดอนหรือโตเกียว) แต่สำหรับเมืองอัจฉริยะ ระบบการเดินทางขนส่งถือเป็นตัวกลางสำคัญที่ช่วยเชื่อมต่อองค์ประกอบต่างๆ ที่วุ่นวายในเมืองใหญ่เข้าด้วยกัน ในขณะที่จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อช่วยลดความแออัดในการเดินทาง ลดจำนวนประชากรที่ต้องการเข้ามาอยู่อาศัยในย่านใจกลางเมือง CBD และช่วยให้คนที่เข้าอยู่อาศัยใหม่ในเมืองปรับใช้ระบบต่างๆ ได้ง่ายขึ้น สำหรับเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ ระบบขนส่งมวลชนไม่ใช่ระบบที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่กลับเป็นเครือข่ายที่ ‘มีชีวิต’ สามารถตอบสนองการเดินทางที่มีความคล่องตัวได้ตลอดเวลา ผู้เดินทางจ่ายเงินแบบไร้สัมผัสแบบข้ามเครือข่ายผู้ให้บริการขนส่งซึ่งเชื่อมต่อเส้นทางการเดินทางที่หลากหลาย ทำให้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกทั่วเมือง และเพื่อให้ระบบการเดินทางแบบนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด การจ่ายค่าเดินทางแบบ ‘open-loop’ จะเป็นระบบมาตรฐานที่ดีที่สุด เพราะเป็นระบบที่ผู้โดยสารไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่วิธีการจ่ายเงินแบบใดแบบหนึ่งกับการบริการในเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง แต่กลับสามารถจ่ายได้ทุกเครือข่ายการเดินทางไม่ว่าจะด้วยบัตรคอนแทคเลส สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ วิธีดังกล่าวถูกนำไปใช้แล้วในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกและให้ผลที่น่าพอใจแก่ผู้ให้บริการระบบขนส่งในแง่ของประสิทธิภาพ พร้อมให้ประสบการณ์การเดินทางที่น่าพอใจแก่ผู้เดินทางเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น มาสเตอร์การ์ดได้ช่วยวางระบบจ่ายเงินแบบ open-loop แก่มหานครลอนดอน จนสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึงปีละ 130 ล้านเหรียญสหรัฐ เพียงนำวิธีใหม่ในการจ่ายค่าตั๋วเดินทางมาใช้ และที่แวนคูเวอร์ ภายใน 2 เดือนหลังจากวางระบบและใช้วิธีการจ่ายค่าตั๋วแบบ open-loop มีผู้ใช้ระบบขนส่งมวลชนหันมาใช้วิธีการจ่ายแบบคอนแท็คเลสเป็นจำนวนถึงหนึ่งล้านคน จากเดิมที่ไม่มีผู้ใช้เลย ระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะแบบ open-loop นี้ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถรวบรวมข้อมูล และนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับปรุงระบบการจัดการได้อย่างต่อเนื่อง (เช่น จัดตารางเวลาการเดินรถให้เหมาะกับจำนวนผู้โดยสาร) อีกทั้งยังช่วยให้รัฐบาลรับรู้ถึงการเดินทางของประชาชนในเมือง ซึ่งเป็นข้อมูลให้รัฐจัดการวางผังเมืองและบริการอื่นๆได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น สำหรับกรุงเทพฯ การปรับเปลี่ยนการขนส่งมวลชนในภาพใหญ่นั้น จะเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่ากรุงเทพฯ จะสามารถรองรับการขยายเมือง และมีระบบที่ยั่งยืนที่ทุกคนสามารถได้รับประโยชน์ ซึ่งจะตอบสนองความต้องการของทั้งผู้อยู่อาศัยและนักเดินทางได้ดีขึ้น เมื่อต้นปีนี้ มาสเตอร์การ์ดได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล “ดีป้า” (depa) เพื่อช่วยพัฒนา 27 จังหวัดนำร่องของไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะในเครือข่าย City Possible ณ ปัจจุบัน มีจังหวัดที่เข้าร่วมในเครือข่าย City Possible แล้วทั้งหมด 40 จังหวัด สำหรับ City Possible ริเริ่มโดยมาสเตอร์การ์ดเป็นความร่วมมือและความคิดริเริ่มร่วมกันเพื่อนำเมืองใหญ่ต่างๆ ธุรกิจและชุมชนมาร่วมกันชี้เป้าความท้าทาย พร้อมกับร่วมกันคิดหาทางแก้ที่จะทำให้การพัฒนาเมืองมีความยั่งยืนและเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยใช้บทเรียนและประสบการณ์จากเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลกเช่น ลอนดอน นิวยอร์ค ซิดนีย์ สิงคโปร์ และเม็กซิโก ซิตี้ ซึ่งนำระบบการจ่ายเงินแบบดิจิทัลที่เป็น open loop มาใช้ข้ามเครือข่ายผู้ให้บริการเส้นทางขนส่งอย่างเต็มรูปแบบและยังคงตอบสนองความต้องการเฉพาะในแต่ละเมืองได้ ทั้งนี้ ในปี 2019 มาสเตอร์การ์ดเป็นเครือข่ายการจ่ายเงินข้ามประเทศรายแรกที่ร่วมมือกับหน่วยงานการขนส่งทางบกของสิงคโปร์ (Land Transport Authority – LTA) เพื่อเปิดตัว SimplyGo ซึ่งช่วยให้ผู้เดินทางสามารถจ่ายค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชนสาธารณะด้วยโมบายล์วอลเล็ต อุปกรณ์แบบสวมใส่ และบัตรคอนแทคเลส ด้วย ระบบที่ใช้วิธีการจ่ายเงินเดียวกับทุกเครือข่ายการเดินทางเป็นทางเลือกที่ไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการเทคโนโลยี หน่วยงานด้านการเดินทางและเครือข่ายผู้ให้บริการกำลังเร่งนำระบบดังกล่าวมาใช้ทั่วโลก ผู้ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และผู้ที่มาเยือนสามารถมั่นใจได้ว่า เมื่อกรุงเทพฯ พัฒนาสู่ความเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ การจ่ายเงินเพื่อเดินทางจะยิ่งสะดวกราบรื่นและปลอดภัย เช่นเดียวกับอีกหลายๆ ด้านของชีวิตในเมืองใหญ่ ไอลีน ชูว ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ มาสเตอร์การ์ด #ร่วมแบ่งปันสิ่งดีๆที่TCS #สังคมไทยไร้เงินสด = New NormalPhotos from Thai-Cashless-Society สังคมไทยไร้เงินสด’s post

รอจนเหนื่อยใจ รถไฟฟ้าไทยไม่ใช้บัตรร่วมสักที!!! องค์การสหประชาชาติได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ประชากรในกรุงเทพฯ จะเพิ่มขึ้นกว่า 12 ล้านคน (ข้อมูลล่าสุด กรุงเทพฯ มีประชากรทั้งสิ้น 5.6 ล้านคน สำนักทะเบียนกลาง ) การคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติจึงเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ สำหรับหนึ่งในมหานครที่มีความคึกคักที่สุดในโลก ถึงแม้ว่าการเติบโตในระดับนี้และการดึงดูดคนเข้ามาในเมืองมีข้อดีหลายอย่าง แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างปัญหาการจราจร โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สามารถรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ ระบบการเงินที่ทุกคนไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกภาคส่วน และสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง รวมไปถึงระบบขนส่งมวลชนหากไม่มีการการวางแผนและการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้ประชาชนเลือกที่ใช้บริการระบบขนส่งมวลชนน้อยลง ซึ่งส่งผลให้การจราจรในเมืองหนาแน่นขึ้น มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มสถานีและเส้นทางบริการขนส่ง BTS และ MRT ให้เพิ่มยิ่งขึ้นกว่าที่มีอยู่ การต่อแถวเพื่อซื้อตั๋วที่ห้องจำหน่ายตั๋วทำให้เกิดความล่าช้า และการขนส่งคนจำนวนมากไปตามเครือข่ายเส้นทางขนส่งเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง นับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งที่ กรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งใน ‘เมืองน่าอยู่อัจฉริยะ’ ที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองเหล่านี้จะมีการเชื่อมต่อ โดยการใช้บิ๊กดาต้าและเทคโนโลยีชั้นนำต่างๆ เพื่อช่วยให้การใช้ชีวิตพื้นฐานของผู้คนง่ายขึ้น และปูทางสำหรับการพัฒนาเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะอย่างยั่งยืนต่อไป ระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ ถือเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนก็ว่าได้ ความหมายของเมืองใหญ่มักเกี่ยวข้องกับระบบขนส่งมวลชน (เช่น ลอนดอนหรือโตเกียว) แต่สำหรับเมืองอัจฉริยะ ระบบการเดินทางขนส่งถือเป็นตัวกลางสำคัญที่ช่วยเชื่อมต่อองค์ประกอบต่างๆ ที่วุ่นวายในเมืองใหญ่เข้าด้วยกัน ในขณะที่จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อช่วยลดความแออัดในการเดินทาง ลดจำนวนประชากรที่ต้องการเข้ามาอยู่อาศัยในย่านใจกลางเมือง CBD และช่วยให้คนที่เข้าอยู่อาศัยใหม่ในเมืองปรับใช้ระบบต่างๆ ได้ง่ายขึ้น […]

เผยประสิทธิภาพแอร์สุดล้ำ ยับยั้งไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่-ตับอักเสบจากหนู รายงานข่าวจากบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) เปิดเผยถึงประสิทธิภาพเทคโนโลยี “Streamer” ที่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) และเชื้อไวรัสตับอักเสบจากหนู (MHV-A59) โดยเป็นผลการทดสอบที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo) และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์โอคายาม่า (Okayama University of Science) ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเร็วๆ นี้ เบื้องต้นยืนยันผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ของประสิทธิภาพเทคโนโลยี Streamer ด้วยการปล่อยประจุ Streamer เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ปรากฏว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) และ เชื้อไวรัสตับอักเสบจากหนู (MHV-A59) ได้ถึง 99.9% และเมื่อปล่อยประจุ Streamer 1 ชั่วโมง สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ได้ถึง 93.6% และ เชื้อไวรัสตับอักเสบจากหนู (MHV-A59) ได้ถึง 91.8% อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายในห้องทดลองที่ใช้อุปกรณ์ปล่อยประจุ Streamer จึงไม่ได้ชี้บ่งว่าประสิทธิภาพของ Streamer นั้นจะมีผลต่อการใช้งานในผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยี Streamer เมื่อใช้งานภายใต้สภาพแวดล้อมจริง ผู้บริหารระดับสูง ของบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) เผยว่า การทดสอบนี้ได้ทำการทดสอบและค้นคว้าวิจัย ร่วมกับศาสตราจารย์ ชิเงรุ คิววะ บัณฑิตวิทยาลัย เกษตรกรรมและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มหาวิทยาลัยโตเกียว (Professor Shigeru Kyuwa, Graduate School of Agriculture and Life Science, The University of Tokyo) และ ศาสตราจารย์ ชิเงรุ โมริกาวะ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์โอคายาม่า (Professor Shigeru Morikawa, Faculty of Veterinary Medicine, Okayama University of Science) เทคโนโลยี Streamer เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) กระทั้งในปี 2547 เทคโนโลยี Streamer ได้ถูกนำมาใช้งานจริง โดยใช้หลักการทำงานในการปล่อยประจุไฟฟ้าพลาสม่า Streamer (Streamer discharge) ที่มีประสิทธิภาพในการสลายสสารอันตราย ปล่อยประจุ Streamer เป็นเทคโนโลยีฟอกอากาศที่สร้างอิเล็คตรอนความเร็วสูงอย่างเสถียร ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ทำได้ยากในเวลานั้น ประสิทธิภาพในการสลายสสารด้วยวิธีออกซิเดชั่น (Oxidation) ของ Streamer นั้นมากกว่าการปลดปล่อยประจุพลาสม่าแบบทั่วไป (glow discharge) อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/3cpqHsV Photo Credit by : Komchadluek Article Credit by : Komchadluek เผยประสิทธิภาพแอร์สุดล้ำ ยับยั้งไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่-ตับอักเสบจากหนูbit.lyเผยประสิทธิภาพแอร์สุดล้ำ ยับยั้งไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่-ตับอักเสบจากหนู

เผยประสิทธิภาพแอร์สุดล้ำ ยับยั้งไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่-ตับอักเสบจากหนู รายงานข่าวจากบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) เปิดเผยถึงประสิทธิภาพเทคโนโลยี “Streamer” ที่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) และเชื้อไวรัสตับอักเสบจากหนู (MHV-A59) โดยเป็นผลการทดสอบที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo) และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์โอคายาม่า (Okayama University of Science) ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเร็วๆ นี้ เบื้องต้นยืนยันผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ของประสิทธิภาพเทคโนโลยี Streamer ด้วยการปล่อยประจุ Streamer เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ปรากฏว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) และ เชื้อไวรัสตับอักเสบจากหนู (MHV-A59) ได้ถึง 99.9% และเมื่อปล่อยประจุ Streamer 1 ชั่วโมง สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SARS-CoV-2) ได้ถึง 93.6% และ เชื้อไวรัสตับอักเสบจากหนู (MHV-A59) ได้ถึง 91.8% อย่างไรก็ตาม […]

สิ้นสุดรอคอย10ปี! ต.ค.นี้ทดสอบรถไฟฟ้าสีแดงตะวันตก รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งความคืบหน้าโครงการระบบรถไฟชานเมือง(สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชันว่า ขณะนี้ขบวนรถจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรับขบวนรถแล้ว 21 ขบวน จากทั้งหมด 25 ขบวน ประกอบด้วย 6 ตู้ 13 ขบวน และ 4 ตู้ 8 ขบวน ซึ่งขบวนรถทั้งหมดนี้จอดอยู่ที่โรงซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีแดง ที่สถานีกลางบางซื่อแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 4 ขบวน ประกอบด้วย 6 ตู้ 2 ขบวน และ 4 ตู้ 2 ขบวน จะมาถึงไทยในเดือน ต.ค.63 รายงานข่าวจาก รฟท. แจ้งต่อว่า ช่วงที่ผ่านมาได้เริ่มทดสอบเดินรถแล้วในเส้นทางสายเหนือ จากสถานีวัดเสมียนนารี ถึงสถานีรังสิต ซึ่งการทดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่พบปัญหาใดๆ สามารถใช้ความเร็วได้ตามคุณลักษณะเฉพาะ(สเปค) โดยบางช่วงได้มีการทดสอบวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดที่ 160 กิโลเมตร(กม.) ต่อชั่วโมง(ชม.) ปรากฏว่าสามารถทำได้ อย่างไรก็ตามการทดสอบเดินรถ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย 1.การทดสอบแยกแต่ละงานระบบ (Individual test) เช่น รถไฟฟ้า, ระบบจ่ายไฟฟ้า, ระบบอาณัติสัญญาณ, ระบบสื่อสาร, ระบบตั๋วโดยสาร และระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รายงานข่าวจาก รฟท. แจ้งอีกว่า 2.ทดสอบระบบรวม (Integration test) เป็นการทดสอบการทำงานร่วมกันของทุกระบบว่ามีความพร้อม และสมรรถนะได้ตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ และ 3.การทดสอบเดินรถเสมือนจริง (Trial run) เป็นการทดสอบความพร้อมในการเดินรถ ก่อนการส่งมอบงานและเปิดให้บริการ โดยใช้พนักงานที่ได้รับการฝึกอบรม และเตรียมไว้ดำเนินการเสมือนการเปิดให้บริการจริง อย่างไรก็ตามการทดสอบในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่ 1 เป็นการทดสอบแยกแต่ละงานระบบ โดยเดือน ต.ค.นี้ มีแผนจะนำขบวนรถไปวิ่งทดสอบในเส้นทางสายตะวันตก จากสถานีบางซ่อนถึงสถานีตลิ่งชันด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากที่ก่อสร้างเส้นทางนี้แล้วเสร็จมาเกือบ 10 ปี รายงานข่าวจาก รฟท. แจ้งด้วยว่า ขณะนี้ที่สถานีกลางบางซื่อ ยังอยู่ระหว่างการทดสอบระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ คาดว่าในเร็วๆ นี้จะสามารถทดสอบเดินรถโดยเริ่มจากสถานีกลางบางซื่อได้ และคาดว่ากลางเดือน พ.ย.นี้ จะเริ่มทดสอบเดินรถช่วงที่ 2 ซึ่งเป็นการทดสอบระบบรวม โดยจะดำเนินการอีก 3 เดือน จากนั้นประมาณเดือน มี.ค.64 จะเริ่มช่วงที่ 3 ทดสอบเดินรถเสมือนจริง ซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการ 4 เดือน โดยช่วงนี้หากทดสอบไประยะหนึ่งแล้วไม่มีปัญหาอะไร และมีความปลอดภัย จะเปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้บริการด้วย จากนั้นหากไม่ติดปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ คาดว่าจะสามารถเปิดเดินรถให้บริการประชาชนอย่างเป็นทางการได้ประมาณเดือน ก.ค.64 สำหรับโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง เส้นทางสายตะวันตก บางซื่อ-ตลิ่งชัน มีระยะทาง 15 กิโลเมตร(กม.) มี 3 สถานี ประกอบด้วย สถานีบางซ่อน สถานีบางบำหรุ และสถานีตลิ่งชัน อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/33YpYLv Photo Credit by : Dailynews Article Credit by : Dailynews สิ้นสุดรอคอย10ปี! ต.ค.นี้ทดสอบรถไฟฟ้าสีแดงตะวันตกbit.lyสิ้นสุดการรอคอยถึง 10 ปี ต.ค.นี้ ทดสอบรถไฟฟ้าสีแดงฝั่งตะวันตก วิ่งยาวครั้งแรกจากสถานีบางซ่อน-ตลิ่งชัน ลุ้นม….

สิ้นสุดรอคอย10ปี! ต.ค.นี้ทดสอบรถไฟฟ้าสีแดงตะวันตก รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งความคืบหน้าโครงการระบบรถไฟชานเมือง(สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชันว่า ขณะนี้ขบวนรถจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางมาถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรับขบวนรถแล้ว 21 ขบวน จากทั้งหมด 25 ขบวน ประกอบด้วย 6 ตู้ 13 ขบวน และ 4 ตู้ 8 ขบวน ซึ่งขบวนรถทั้งหมดนี้จอดอยู่ที่โรงซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีแดง ที่สถานีกลางบางซื่อแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 4 ขบวน ประกอบด้วย 6 ตู้ 2 ขบวน และ 4 ตู้ 2 ขบวน จะมาถึงไทยในเดือน ต.ค.63 รายงานข่าวจาก รฟท. แจ้งต่อว่า ช่วงที่ผ่านมาได้เริ่มทดสอบเดินรถแล้วในเส้นทางสายเหนือ จากสถานีวัดเสมียนนารี ถึงสถานีรังสิต ซึ่งการทดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่พบปัญหาใดๆ สามารถใช้ความเร็วได้ตามคุณลักษณะเฉพาะ(สเปค) โดยบางช่วงได้มีการทดสอบวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดที่ 160 กิโลเมตร(กม.) ต่อชั่วโมง(ชม.) ปรากฏว่าสามารถทำได้ […]

ญี่ปุ่น เตรียมเปิดประเทศ ผ่อนปรนให้ผู้เดินทางจาก “ทุกชาติ” ที่จะมาพำนักระยะยาว 90 วัน สามารถเข้าประเทศได้ ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ ตามรายงานของ Nikkei Asian Review ระบุว่า มาตรการนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะจำกัดจำนวนผู้เดินทางจากทั่วโลก ที่จะมาเข้าประเทศเพียง 1,000 คนต่อวันเท่านั้น เเละจะต้องทำการกักตัวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามมาตรการควบคุม COVID-19 โดยผู้ที่จะเข้าญี่ปุ่นได้ จะต้องถือวีซ่าที่มีอายุมากกว่า 90 วัน หมายความว่า ตอนนี้นักท่องเที่ยวที่ถือวีซ่าต่ำกว่า 90 วัน จะยังไม่สามารถเข้าประเทศได้นั่นเอง นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ญี่ปุ่นอนุญาตให้ผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ “บางคน” สามารถเข้าประเทศได้ โดยต้องมีสถานะเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร เป็นอาจารย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมีการพิจารณาเป็นรายกรณีไป ด้านหนังสือพิมพ์ Asahi รายงานตรงกัน โดยระบุว่า การผ่อนปรนรับผู้เดินทางจากทั่วโลกที่จะมาพำนักระยะยาว 90 วันนั้น เป็นไปเพื่อมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ หลังจากที่ต้องเลื่อนจากปีนี้ออกไปเป็นปีหน้า ด้วยสถานการณ์โรคระบาดที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยคาดว่า ทางการญี่ปุ่นจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นได้นานกว่า 3 เดือน เช่น นักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์ แต่จำเป็นต้องจำกัดจำนวนให้เข้าประเทศได้ไม่เกินวันละ 1,000 คน อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/2Euis28 Photo Credit by : Nikkei Asian Review , Japantimes , AFP Article Credit by : positioningmag ญี่ปุ่น เตรียมเปิดประเทศ รับต่างชาติ อยู่ยาวเกิน 90 วัน เข้าประเทศได้ นักท่องเที่ยวรอก่อนbit.lyญี่ปุ่น เตรียมเปิดประเทศ ผ่อนปรนให้ผู้เดินทางจาก “ทุกชาติ” ที่จะมาพำนักระยะยาว 90 วัน สามารถเข้าประเทศได้ …..

ญี่ปุ่น เตรียมเปิดประเทศ ผ่อนปรนให้ผู้เดินทางจาก “ทุกชาติ” ที่จะมาพำนักระยะยาว 90 วัน สามารถเข้าประเทศได้ ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ ตามรายงานของ Nikkei Asian Review ระบุว่า มาตรการนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจะจำกัดจำนวนผู้เดินทางจากทั่วโลก ที่จะมาเข้าประเทศเพียง 1,000 คนต่อวันเท่านั้น เเละจะต้องทำการกักตัวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามมาตรการควบคุม COVID-19 โดยผู้ที่จะเข้าญี่ปุ่นได้ จะต้องถือวีซ่าที่มีอายุมากกว่า 90 วัน หมายความว่า ตอนนี้นักท่องเที่ยวที่ถือวีซ่าต่ำกว่า 90 วัน จะยังไม่สามารถเข้าประเทศได้นั่นเอง นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ญี่ปุ่นอนุญาตให้ผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ “บางคน” สามารถเข้าประเทศได้ โดยต้องมีสถานะเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร เป็นอาจารย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมีการพิจารณาเป็นรายกรณีไป ด้านหนังสือพิมพ์ Asahi รายงานตรงกัน โดยระบุว่า การผ่อนปรนรับผู้เดินทางจากทั่วโลกที่จะมาพำนักระยะยาว 90 วันนั้น เป็นไปเพื่อมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ หลังจากที่ต้องเลื่อนจากปีนี้ออกไปเป็นปีหน้า ด้วยสถานการณ์โรคระบาดที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยคาดว่า ทางการญี่ปุ่นจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นได้นานกว่า […]

ยูเนี่ยนเพย์ จับมือ “หัวเว่ย-ธนาคารไอซีบีซี (ไทย)” เปิดตัว “หัวเว่ย เพย์” นายเหวิน ฮุ่ย หยาง ผู้จัดการทั่วไป ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ หัวเว่ย และ ออเนอร์ สามารถเปิดใช้งานบริการ หัวเว่ย เพย์ ได้ด้วยการเพิ่มบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์ ที่ออกโดยธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ไปยังแอปพลิเคชั่น หัวเว่ย วอลเล็ท (Huawei Wallet) และชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านโทรศัพท์มือถือ ด้วยการแตะเพื่อใช้จ่าย (tap-and-go payments) ณ กว่า 30 แบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าขายปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสะดวกซื้อ สถานเสริมความงามและสุขภาพ รวมไปถึงโรงภาพยนตร์ โดยครอบคลุมร้านค้ายอดนิยม อาทิ บู๊ทส์ (Boots), ห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม (Emporium) และ เอ็มควอเทียร์ (Emquartier), กูร์เมต์ มาร์เก็ต (Gourmet Market), คิง พาวเวอร์ (King Power), โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ (Major Cineplex), ห้างสรรพสินค้าพารากอน (Paragon), ร้านอาหารญี่ปุ่นซูชิ ฮิโระ (Sushi Hiro), เดอะเฟสช็อป (The Face Shop), ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ (The Mall), กาแฟวาวี (Wawee Coffee) และอื่นๆ อีกมากมาย “เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค ยูเนี่ยนเพย์ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการชำระเงินด้วยโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่อง (Mobile Payment Service) ทั้งในประเทศไทย และตลาดทั่วโลกในปีต่อ ๆ ไป เราเป็นพันธมิตรกับ หัวเว่ย (Huawei) และ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) มาอย่างยาวนาน และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมือในการออกผลิตภัณฑ์ หัวเว่ย เพย์ ในประเทศไทย เพื่อมอบประสบการณ์การชำระเงินแบบไร้เงินสดที่ทั้งง่าย และสะดวกสบายอย่างไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้บริโภคในประเทศไทย” นายเหวินกล่าว ดร.จื้อกัง หลี่ ประธานกรรมการธนาคารไอซีบีซี (ไทย) กล่าวว่า “ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นธนาคารรายแรกในประเทศไทยที่ให้บริการ หัวเว่ย เพย์ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่าง ไอซีบีซี (ไทย) หัวเว่ย และ ยูเนี่ยนเพย์ ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมในการช่วยให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภคให้สามารถชำระเงินได้โดยไม่จำเป็นจะต้องพกเงินสดหรือบัตรเครดิต ด้วยการมอบประสบการณ์ด้านบริการชำระเงินที่ดียิ่งขึ้นผ่านการชำระเงินด้วยโทรศัพท์มือถือ “หัวเว่ย รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับทางยูเนี่ยนเพย์ และ ไอซีบีซี (ไทย) ในการเปิดตัว หัวเว่ยเพย์ (Huawei Pay) ในประเทศไทย ซึ่งการเปิดตัวบริการหัวเว่ย เพย์ในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนโทรศัพท์หัวเว่ยในมือของลูกค้าให้กลายเป็น อี-วอลเล็ต ที่มอบประสบการณ์ด้านการชำระเงินที่ไม่เพียงแค่มอบความสะดวกสบายในการใช้งานแต่ยังคงความปลอดภัยไว้อีกด้วย” เชน ชาน ผู้อำนวยการบริการคลาวด์สำหรับผู้บริโภคหัวเว่ยประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าว ปัจจุบัน ยูเนี่ยนเพย์ให้บริการการชำระเงินด้วยโทรศัพท์มือถือ (UnionPay mobile payment services) การชำระเงินแบบไร้สัมผัส (UnionPay mobile QuickPass) และการชำระเงินด้วย QR code (UnionPay QR code payment) ณ กว่า 61 ประเทศและเขตการปกครองทั่วโลก โดยมีผู้ประกอบการและร้านค้ากว่า 29 ล้านรายทั่วโลก ที่รองรับการชำระเงินด้วย QR code ของยูเนี่ยนเพย์ (UnionPay QR code payment) และอีกกว่า 4.4 ล้านจุดชำระเงิน (POS) ใน 52 ประเทศและเขตการปกครองทั่วโลก ที่รองรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัสของยูเนี่ยนเพย์ (UnionPay mobile QuickPass) อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/3cpQMIf Photo Credit by : Prachachat Article Credit by : Prachachat ยูเนี่ยนเพย์ จับมือ “หัวเว่ย-ธนาคารไอซีบีซี (ไทย)” เปิดตัว “หัวเว่ย เพย์”bit.lyเขย่าบริการชำระเงินเมืองไทย “ยูเนี่ยนเพย์” จับมือ “หัวเว่ย-ธนาคารไอซีบีซี (ไทย)” เปิดตัว “หัวเว่ย เพย์” นายเหวิ….

ยูเนี่ยนเพย์ จับมือ “หัวเว่ย-ธนาคารไอซีบีซี (ไทย)” เปิดตัว “หัวเว่ย เพย์” นายเหวิน ฮุ่ย หยาง ผู้จัดการทั่วไป ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ หัวเว่ย และ ออเนอร์ สามารถเปิดใช้งานบริการ หัวเว่ย เพย์ ได้ด้วยการเพิ่มบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์ ที่ออกโดยธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ไปยังแอปพลิเคชั่น หัวเว่ย วอลเล็ท (Huawei Wallet) และชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านโทรศัพท์มือถือ ด้วยการแตะเพื่อใช้จ่าย (tap-and-go payments) ณ กว่า 30 แบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าขายปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสะดวกซื้อ สถานเสริมความงามและสุขภาพ รวมไปถึงโรงภาพยนตร์ โดยครอบคลุมร้านค้ายอดนิยม อาทิ บู๊ทส์ (Boots), ห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม (Emporium) และ เอ็มควอเทียร์ (Emquartier), […]

ผลวิจัยชี้ UVC คลื่น 222 nm. ฆ่าโควิดได้ แต่ไม่กระทบคน วันนี้ (23 ก.ย.63) งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น พบว่า รังสี UV-C ที่ความยาวคลื่น 222 นาโนเมตร สามารถกำจัดไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทำให้เป็นโรคโควิด-19 ได้ แต่ไม่ทำอันตรายแก่เซลล์ที่มีชีวิตของมนุษย์ ซึ่งแตกต่างจาก UV-C ช่วงความยาวคลื่น 254 นาโนเมตร ที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง และภาวะต้อกระจก จึงถือเป็นความยาวคลื่นที่ค่อนข้างเสี่ยง แสง UV มีความยาวช่วงคลื่น 100 – 400 นาโนเมตร โดยแสง UV มีอยู่ 3 ชนิดคือ UV-A ความยาวช่วงคลื่น 315 – 380 นาโนเมตร (long waves) UV-B ความยาวช่วงคลื่น 280 – 315 นาโนเมตร (middle waves) UV-C ความยาวช่วงคลื่น 100 – 280 nm (short waves) ผลวิจัยชี้ UVC คลื่น 222 nm. ฆ่าโควิดได้ แต่ไม่กระทบคน ที่ผ่านมา มีหลักฐานทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นว่า การใช้รังสี Ultraviolet-C หรือ UV-C สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสต่างๆ ได้ จึงนำมาประยุกต์เป็นหลอดแสงอัลตราไวโอเล็ต ล่าสุดมีงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยฮิโระชิมะ ของญี่ปุ่น พบว่า รังสี UV-C ที่ความยาวคลื่น (spectrum) 222 nm.นาโนเมตร สามารถกำจัดไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทำให้เป็นโรคโควิด19 ได้ รวมถึงเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสที่หลากหลายชนิด ไม่ทำอันตรายแก่เซลล์ที่มีชีวิตของมนุษย์ มีประสิทธิภาพไม่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ปลอดภัยต่อดวงตาและผิวหนังของมนุษย์ และยังเป็นเทคโนโลยีต่อต้านจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพด้วย ขณะเดียวกัน UV-C ที่ความยาวคลื่น 207-222 นาโนเมตร แพทย์ได้ใช้ในการผ่าตัด พบว่าช่วยลดการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัดและลดการฟุ้งกระจายของเชื้อวัณโรคและไข้หวัดใหญ่ได้เช่นกัน นักวิจัย เห็นว่าอาจนำรังสีที่ความยาว 222 นาโนเมตร มาใช้แทนที่รังสีที่ความยาว 254 นาโนเมตร ที่นิยมใช้ในปัจจุบันเนื่องจากผลิตได้ง่าย แต่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ คือมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนัง และภาวะต้อกระจก ทั้งนี้ มีการทดสอบการฉายรังสีไปที่แผ่นหลังของหนูทดลอง เพื่อเปรียบเทียบระหว่าง รังสี UVC 254 นาโนเมต กับ UVC 222 นาโนเมตร โดยตลอด10วัน พบว่า ผิวหนังของหนูที่ ถูกรังสี UVC 222 นาโนเมตร ไม่พบรอยแดงหรือไหม้ ซึ่งต่างจากหนูอีกตัวที่ทดสอบด้วย UVC 254 นาโนเมตร พบรอยแดง รังสี UV-C ที่ความยาวคลื่น 222 นาโนเมตร หรือที่รู้จักกันว่า Far-UVC Light นอกจากจะกำจัดโคโรนาไวรัสทุกสายพันธุ์ นักวิจัยยังเชื่อว่า รังสียูวีซี จะฆ่าเชื้อไวรัสที่ลอยอยู่ในอากาศนานถึง 8 นาที ได้มากถึงร้อยละ 90 และเป็นร้อยละ 95 สำหรับไวรัสที่ลอยในอากาศ 11 นาที และร้อยละ 99 สำหรับไวรัสที่ลอยในอากาศ 16 นาที ตลอดจนร้อยละ 99.9 สำหรับไวรัสที่ลอยในอากาศนานถึง 25 นาที ในอนาคตเราจึงอาจได้เห็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการฆ่าเชื้อที่ปลอดภัยต่อมนุษย์เหล่านี้ร่วมกับการออกแบบเพิ่มเติมเพื่อใช้ในพื้นที่สาธารณะทั้งในและนอกอาคารเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ เช่น การใช้งานหุ่นยนต์ทำความสะอาดตามพื้นที่ต่าง ๆ ของอาคาร การฆ่าเชื้อในห้องน้ำแบบอัตโนมัติ หรือการฆ่าเชื้อในบริเวณที่ผู้คนพลุกพล่าน รวมไปถึงอุปกรณ์ฆ่าเชื้อแบบพกพาที่ใช้งานได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/30hVymr Photo Credit by : TNN thailand Article Credit by : TNN thailand ผลวิจัยชี้ UVC คลื่น 222 nm. ฆ่าโควิดได้ แต่ไม่กระทบคนbit.lyงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น พบว่า รังสี UV-C ที่ความยาวคลื่น 222 นาโนเมตร สามารถกำจัดไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทำให้เป….

ผลวิจัยชี้ UVC คลื่น 222 nm. ฆ่าโควิดได้ แต่ไม่กระทบคน วันนี้ (23 ก.ย.63) งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น พบว่า รังสี UV-C ที่ความยาวคลื่น 222 นาโนเมตร สามารถกำจัดไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทำให้เป็นโรคโควิด-19 ได้ แต่ไม่ทำอันตรายแก่เซลล์ที่มีชีวิตของมนุษย์ ซึ่งแตกต่างจาก UV-C ช่วงความยาวคลื่น 254 นาโนเมตร ที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง และภาวะต้อกระจก จึงถือเป็นความยาวคลื่นที่ค่อนข้างเสี่ยง แสง UV มีความยาวช่วงคลื่น 100 – 400 นาโนเมตร โดยแสง UV มีอยู่ 3 ชนิดคือ UV-A ความยาวช่วงคลื่น 315 – 380 นาโนเมตร (long waves) UV-B ความยาวช่วงคลื่น 280 – 315 […]

ญี่ปุ่นเตรียมคลายคุมเข้มโควิด-19 เปิดรับชาวต่างชาติมากขึ้น วันนี้ (23ก.ย.63) หนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่น รายงานวันนี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาที่จะอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาพักในประเทศมากขึ้นและนานขึ้น ซึ่งจะเริ่มอย่างเร็วสุดในเดือนหน้านี้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้มาตรการคุมเข้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศเหมือนเดิม โดยในความพยายามที่จะป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นได้บังคับใช้มาตรการคุมเข้มในการเดินทางที่เข้มงวดที่สุดในโลก ซึ่งแม้แต่พลเมืองถาวรก็ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าประเทศได้หากไม่ได้รับอนุญาตก่อน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มบางอย่างสำหรับนักศึกษาและนักธุรกิจจาก 7 ประเทศในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อาซาฮี รายงานอ้างแหล่งข่าวรัฐบาลหลายแหล่งว่า มาตรการผ่อนคลายล่าสุดนี้ ญี่ปุ่นจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติที่พักอยู่ได้นานกว่า 3 เดือน เช่นนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์ จากประเทศอื่น ๆ เข้าประเทศได้ แต่การเข้าประเทศจะจำกัดจำนวนไว้ที่ 1,000 คนต่อวัน จนถึงขณะนี้ ญี่ปุ่นยังคงสามารถบริหารจัดการการระบาดของไวรัสโควิด-19 เอาไว้ได้ และอัตราผู้เสียชีวิตยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการระบาดหนักหน่วง โดยมีผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศอยู่ที่ 79,900 ราย และเสียชีวิต 1,519 ราย อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/3j7nG2E Photo Credit by : TNN thailand Article Credit by : TNN thailand ญี่ปุ่นเตรียมคลายคุมเข้มโควิด-19 เปิดรับชาวต่างชาติมากขึ้นbit.lyญี่ปุ่นเตรียมพิจารณาเปิดประเทศให้ชาวต่างชาติ เข้ามาพักมากขึ้นและนานขึ้นในเดือนหน้านี้

ญี่ปุ่นเตรียมคลายคุมเข้มโควิด-19 เปิดรับชาวต่างชาติมากขึ้น วันนี้ (23ก.ย.63) หนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่น รายงานวันนี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาที่จะอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาพักในประเทศมากขึ้นและนานขึ้น ซึ่งจะเริ่มอย่างเร็วสุดในเดือนหน้านี้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้มาตรการคุมเข้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศเหมือนเดิม โดยในความพยายามที่จะป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นได้บังคับใช้มาตรการคุมเข้มในการเดินทางที่เข้มงวดที่สุดในโลก ซึ่งแม้แต่พลเมืองถาวรก็ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าประเทศได้หากไม่ได้รับอนุญาตก่อน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มบางอย่างสำหรับนักศึกษาและนักธุรกิจจาก 7 ประเทศในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อาซาฮี รายงานอ้างแหล่งข่าวรัฐบาลหลายแหล่งว่า มาตรการผ่อนคลายล่าสุดนี้ ญี่ปุ่นจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติที่พักอยู่ได้นานกว่า 3 เดือน เช่นนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์ จากประเทศอื่น ๆ เข้าประเทศได้ แต่การเข้าประเทศจะจำกัดจำนวนไว้ที่ 1,000 คนต่อวัน จนถึงขณะนี้ ญี่ปุ่นยังคงสามารถบริหารจัดการการระบาดของไวรัสโควิด-19 เอาไว้ได้ และอัตราผู้เสียชีวิตยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการระบาดหนักหน่วง โดยมีผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศอยู่ที่ 79,900 ราย และเสียชีวิต 1,519 ราย อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม >>> https://bit.ly/3j7nG2E Photo Credit by : TNN thailand Article Credit by : […]

1 142 143 144 145 146 323
Tourmatoes มะเขือเทศทัวร์